ลดขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษรปกติ
เพิ่มขนาดตัวอักษร

ปฏิทินกิจกรรม

AJAX Calendar demo by g-O-r-a-g-o-d.com
กำลังโหลด...

แบบสำรวจความคิดเห็น

คุณมีความพึงพอใจเว็บไซด์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่เพียงใด ?
มาก
ปานกลาง
ควรปรับปรุง

ข้อมูลงานวิจัย -> ความรู้เรื่องโรคติดต่ออุบัติใหม่

โรคทูลารีเมีย (Tularemia)

ลักษณะของโรค

             โรคทูลารีเมีย หรือโรคไข้กระต่าย (Rabbit Fever) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่ง อาการแสดงของโรคมีหลากหลายขึ้นกับชนิดของเชื้อ และช่องทางที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย พบการระบาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2454 ในกระรอกที่เมืองทูลาเร (Tulare) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2545 สหรัฐอเมริกาได้จัดเชื้ออยู่ในประเภทเชื้อที่สามารถใช้เป็นอาวุธชีวภาพกลุ่ม A เนื่องจากสามารถแพร่ติดต่อทางละอองฝอย (Aerosol) ได้ และสายพันธุ์ที่พบในทวีปอเมริกาเหนือเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงมากกว่าทวีปอื่น


ระบาดวิทยา

             ในสหรัฐอเมริกา มีรายงานผู้ป่วยกว่าร้อยรายต่อปี ในอดีตพบผู้ป่วยมากช่วงอากาศหนาวเย็น (มักติดต่อจากกระต่าย : Rabbit - associated disease) แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยมากในช่วงอากาศอบอุ่น (มักเกิดโรคจากถูกเห็บหรือหมัดกัด: Tick - associated disease)

สถานการณ์ทั่วโลก พบรายงานโรคนี้ในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือ เช่น สหภาพโซเวียต เอเซียไมเนอร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป (ยกเว้นคาบสมุทรไอเบอเรียน และเกาะอังกฤษ) ไม่พบมีรายงานโรคในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้


เชื้อก่อโรค

            โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ ฟรานซิสเซลลา ทูลาเรนสิส (Francisella tularensis) มีลักษณะเป็นเชื้อแกรมลบ ค็อกโคบาซิลไล ไม่เคลื่อนที่ ไม่สร้างสปอร์ มีแคปซูล แบคทีเรียนี้มี 4 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ทูลาเรนสิส (tularensis) หรือชนิดเอ (type A) เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงที่สุด


สัตว์รังโรค และแมลงนำโรค

            สัตว์รังโรคอยู่ในสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 100 ชนิด รวมทั้งสัตว์ฟันแทะ เช่น กระต่าย หนู กระรอก กวาง แพรีด๊อก (Parrie dog) และสามารถติดต่อมายังสัตว์เลี้ยงจำพวกวัว ควาย แกะ และแมวได้ โดยมีเหลือบ เห็บ หมัด หรือยุงเป็นแมลงนำโรค


วิธีการติดต่อ

            โรคนี้ติดต่อมายังคนโดยถูกแมลงนำโรคกัด (โดยแมลงนี้ได้ดูดเลือดสัตว์ที่ติดเชื้อนี้มาก่อน) หรือติดโดยสัมผัสกับเลือด สารคัดหลั่ง (Excretion) ของสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ เชื้อเข้าสู่ร่างกายคนทางบาดแผล เยื่อเมือก หรือรอยถลอก ขีดข่วน หรือถูกสัตว์ป่วยกัดโดยตรง นอกจากนั้นการหายใจเอาละอองฝอยเข้าไป และการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้ ไม่มีรายงานการติดต่อระหว่างคนสู่คน


ระยะฟักตัวของโรค

             ประมาณ 1 - 14 วัน (โดยเฉลี่ย 3 - 5 วัน)


อาการ (ในคน)

ส่วนใหญ่มีอาการไข้เฉียบพลัน ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ต่อมาจะแสดงอาการของโรคแตกต่างกันไปอย่างหนึ่งอย่างใดใน 6 รูปแบบ ได้แก่

  1. แบบมีแผลและต่อมน้ำเหลืองโต (Ulceroglandular tularemia) พบประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วย โดยเชื้อเข้าทางบาดแผล แล้วเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง จะพบต่อมน้ำเหลืองใกล้บาดแผลโตและเจ็บ
  2. แบบต่อมน้ำเหลืองโต (Glandular tularemia) พบได้บ่อย โดยจะมีต่อมน้ำเหลืองโตและเจ็บคล้ายแบบแรก แต่ไม่มีบาดแผลให้เห็นชัดเจน
  3. แบบไข้ไทฟอยด(Typhoidal or septicemic tularemia) พบร้อยละ 10 - 15 มีอาการ ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ โลหิตเป็นพิษ ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไอแห้งๆ และอ่อนเพลีย มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าแบบอื่น 2 - 3 เท่า
  4. แบบตาอักเสบและต่อมน้ำเหลืองโต (Oculoglandular tularemia) พบร้อยละ 1 - 2 โดยเชื้อเข้าทางเยื่อบุตาทำให้เกิดตาอักเสบ และมีต่อมน้ำเหลืองหน้าหูหรือที่คอโตข้างเดียวกันกับข้างที่มีตาอักเสบ           
  5. แบบปอดอักเสบ (Pneumonic tularemia) ซึ่งพบได้น้อย เกิดจากการได้รับเชื้อทางการหายใจ หรือหลังจากมีแผลและต่อมน้ำเหลืองโตแล้วเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หรือหลังจากมีอาการแบบไข้ทัยฟอยด์แล้วเชื้อเข้ากระแสเลือดไปสู่ปอด ทำให้มีอาการไข้ ไอ หอบ เจ็บหน้าอก อาจถึงเสียชีวิตได้
  6. แบบคออักเสบ (Oropharyngeal tularemia) พบได้น้อยมาก เกิดจากการกินเนื้อสัตว์เป็นโรคที่ไม่สุก จะมีอาการเจ็บคอ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว หรือมีแผลในลำไส้


การวินิจฉัยโรค

วินิจฉัยค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่ใช้การตรวจเลือดดูระดับภูมิคุ้มกันจำเพาะที่เพิ่มขึ้น 4 เท่าหลังป่วย ซึ่งอาจแยกยากจากการติดเชื้อกลุ่มอื่นๆ เช่น ซัลโมเนลลา (Salmonella), บรูเซลลา (Brucella), เยอซิเนีย (Yersinia) และลีเจียนเนลลา (Legionella)


การรักษา

             รักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะจำพวกสเตร็พโตไมซิน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในปริมาณ 30 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรืออาจใช้ยาเจนตาไมซิน ปริมาณ 3 - 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 10 - 14 วัน นอกจากนั้นยาเตตระไซคลิน และครอแรมเฟนิคอลก็ใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน แต่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการไข้กลับได้ค่อนข้างสูง

             อัตราเสียชีวิตของผู้ป่วยน้อยกว่าร้อยละ 1 หากรับการรักษาที่เหมาะสม แต่หากไม่ได้รับการรักษาอัตราตายของโรคประมาณร้อยละ 8


เอกสารอ้างอิง

  1. Heymann DL. Control of Communicable Diseases Manual. 18th edition; 2004: 573-6.
  2. Cleveland KO. Tularemia. [cited 2007 Nov 24]. Available from: URL:http://www.emedicine.com/med/topic2326.htm
  3. สำนักระบาดวิทยา และสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคทูลารีเมีย.