ลดขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษรปกติ
เพิ่มขนาดตัวอักษร

ปฏิทินกิจกรรม

AJAX Calendar demo by g-O-r-a-g-o-d.com
กำลังโหลด...

แบบสำรวจความคิดเห็น

คุณมีความพึงพอใจเว็บไซด์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่เพียงใด ?
มาก
ปานกลาง
ควรปรับปรุง

ความรู้เรื่องโรค -> ความรู้เรื่องโรคติดต่ออุบัติใหม่

กาฬโรค (Plague)

            ในอดีต กาฬโรคเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่ร้ายแรงที่ได้ทำลายชีวิตผู้คนทั่วโลก เป็นจำนวนมาก แต่จากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง และการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราป่วยและอัตราตายจากกาฬโรคลดลง

            ในบางพื้นที่กาฬโรคยังเป็นภัยคุกคาม เพราะมีสัตว์ฟันแทะติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมาก คนอาจจะไปติดเชื้อมาจากสัตว์ฟันแทะในป่าที่มีกาฬโรคระบาดอยู่

ในกลุ่มสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อกาฬโรคปรากฏอยู่ครึ่งทวีปอเมริกาตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้ ภาคกลางตอนเหนือ ตะวันออก และทางใต้ของทวีปแอฟริกา ภาคกลางและเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ของทวีปเอเชีย มีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติในประเทศรัสเซีย และคาซักสถาน

   

ระบาดวิทยาของโรคในประเทศไทย

            ประเทศไทยปลอดจากโรคนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495

ระบาดวิทยาการเกิดโรค

            ขณะที่กาฬโรคของคนในเขตเมืองเกือบทั่วโลกถูกควบคุมได้หมดแล้ว แต่การระบาดก็ยังเกิดขึ้นหลายประเทศในแอฟริกา ได้แก่ แองโกลา บอตสวานา เคนยา มาดากัสการ์ นามิเบีย แอฟริกาใต้ มาลาวี โมซัมบิก แทนซาเนีย ยูกันดา ซิมบับเว ซาอีร์ และลิเบีย กาฬโรคเป็นโรคประจำถิ่นในประเทศจีน อินโดนีเซีย มองโกเลีย พม่า อินเดีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีรายงานผู้ป่วยกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองปีละนับพันราย ทั้งจากในเมืองและชนบท ส่วนกาฬโรคปอดบวมมีรายงานประปรายระหว่างปี พ.ศ. 2505 - 2515 ในปี พ.ศ. 2537 มีการระบาดของกาฬโรคปอดบวมปฐมภูมิในเมืองสุรัต แคว้นกุจารัต ประเทศอินเดีย สำหรับทวีปอเมริกามีแหล่งรังโรคอยู่ที่บราซิล และเขตแอนดีน (เปรูและโบลิเวีย) ทำให้เกิดโรคประปราย และการระบาดเป็นครั้งคราว

            กาฬโรคของคนในแถบตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นแบบรายเดี่ยว หรือระบาดจากแหล่งเดียวกันในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเกิดตามหลังการไปสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะหรือหมัดของมัน ช่วงเวลา 10 ปีระหว่างปี พ.ศ. 2527 - 2536 มีผู้ป่วยกาฬโรครายปีเฉลี่ย 12 ราย (พิสัย 2 - 31 ราย) ไม่พบว่าเป็นการแพร่ระบาดจากคนสู่คนในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 แม้จะมีผู้ป่วยกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองกลายเป็น กาฬโรคปอดบวมในระยะหลังๆ ถึงร้อยละ 20 ก็ตาม ผู้ป่วยกาฬโรคปอดบวมตั้งแต่แรก 17 ราย ติดเชื้อมาจากแมวบ้านที่เป็นกาฬโรคปอดบวมระหว่างปี พ.ศ. 2520 - 2537

ลักษณะโรค :

            เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะและหมัด ซึ่งแพร่เชื้อแบคทีเรียไปยังสัตว์อื่นอีกหลายชนิดรวมทั้งคน อาการแสดงเริ่มแรกจะยังไม่จำเพาะ คือ มีไข้หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง เจ็บคอและปวดหัว

            อาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบ จะเกิดในบริเวณที่ต่อมเหล่านั้นรับน้ำเหลืองมาจากบริเวณที่ถูกหมัดกัด และอาจจะพบแผลหมัดกัดเหลืออยู่ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague) ต่อมน้ำเหลืองอักเสบที่พบบ่อยที่สุด คือ ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ (Inguinal lymph nodes) ประมาณร้อยละ 90 ส่วนบริเวณที่พบน้อย คือ ที่รักแร้กับบริเวณคอ ต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบจะบวมแดง เจ็บ และอาจจะกลายเป็นฝี มักจะมีไข้ร่วมด้วยเสมอ

            การป่วยจากกาฬโรคทุกรูปแบบ แม้จะไม่เห็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบบวมโต อาจจะลุกลามไปเป็นกาฬโรคชนิดเลือดเป็นพิษ (Septicemia plague) โดย เชื้อโรคแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดไปสู่อวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมถึงเยื้อหุ้มสมองด้วยอาการช็อกจาก Endotoxin และเลือดไม่แข็งตัวทั่วร่างกาย (Disseminated intravascular coagulation : DIC) อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเฉพาะที่มาก่อนเลยก็ได้ ถ้าปอดเป็นอวัยวะที่ได้รับผล ต่อมาจะเกิดอาการปอดบวม Mediastinitis หรือน้ำท่วมปอด (Pleural effusion) ขึ้นได้

            อาการปอดบวมทีหลังที่เกิดจากเชื้อกาฬโรคมีความสำคัญมาก เพราะเชื้อโรคอาจจะแพร่กระจายต่อไปให้ผู้อื่นด้วยฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย เกิดเป็นกาฬโรคปอดบวม หรือกาฬโรคของคอหอย

(Pharyngeal plague) ระบาดเฉพาะที่หรือแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง

     

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ :

            การตรวจด้วย FA test หรือใช้ Antigen - capture ELISA จะจำเพาะกว่า และมีประโยชน์ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดขึ้นประปราย การวินิจฉัยต้องยืนยันด้วยการเพาะเชื้อ และตรวจพบเชื้อจากสารน้ำที่ดูดมาจากฝีมะม่วง จากเลือด น้ำไขสันหลัง หรือเสมหะ หรือมีระดับแอนติบิดีเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่า 4 เท่า ที่นิยมใช้ยืนยันการวินิจฉัยทางซีรั่ม (serum) ได้แก่ การทดสอบ Passive hemagglutination (PHA) โดยใช้แอนติเจน Fraction 4 - 1 ของเชื้อ Yersinia pestis

เชื้อก่อโรค

            เชื้อกาฬโรคเป็นเชื้อรูปร่างยาวเป็นแท่ง Bacillus ชื่อ Yersinia pestis

   

ระยะฟักตัว

            ระยะฟักตัวอยู่ระหว่าง 1 - 7 วัน หรืออาจจะนานกว่านั้นสัก 2 - 3 วัน ในคนที่มีภูมิต้านทานแล้ว แต่สำหรับกาฬโรคปอดบวมปกติจะสั้นมาก 2 -4 วัน

วิธีการแพร่เชื้อ

            คนเป็นกาฬโรคเพราะไปรุกรานวงจรของโรคในสัตว์ หรือการที่สัตว์ฟันแทะในป่าหรือหมัดที่ติดเชื้อหลุดเข้าไปในที่พักอาศัยของ คน และไปแพร่เชื้อให้สัตว์ฟันแทะและหมัดในบ้าน ทำให้เกิดโรคระบาดใหญ่ในหมู่บ้าน และกาฬโรคระบาด สัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น แมว สุนัข อาจจะนำหมัดติดเชื้อกาฬโรคเข้าบ้าน เมื่อหมัดกักตามตัวมีอาการคันก็กัดหรือเกา กลายเป็นฝีกาฬโรค เป็นแหล่งแพร่เชื้อไปยังสัตวแพทย์ได้

แหล่งโรค

            สัตว์ฟันแทะป่า (โดยเฉพาะกระรอกดิน) เป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่เป็นรังโรคตามธรรมชาติ ลาโกมอส์ (กระต่ายป่า) สัตว์กินเนื้อป่า และแมวบ้าน อาจเป็นแหล่งเชื้อโรคสู่คน

ระยะติดต่อของโรค

            ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม เชื้อกาฬโรคในหมัดจะติดต่อไปยังที่อื่นได้นานนับเดือน กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองไม่ติดต่อโดยตรงจากคนสู่คน นอกจากจะสัมผัสถูกกับหนองจากฝีมะม่วง กาฬโรคปอดบวมติดต่อได้ง่ายที่สุดถ้าอุณหภูมิอากาศเหมาะ ฝูงชนที่แน่นหนาแออัดจะช่วยให้การแพร่ระบาดเกิดได้ง่าย

ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ

            การติดโรคเกิดได้ทั่วไป ความต้านทานที่เกิดหลังหายจากโรคอาจจะไม่มากพอที่จะป้องกันได้ในครั้งต่อไป ถ้าได้รับเชื้ออีกครั้งเป็นจำนวนมาก

วิธีการควบคุมโรค
ก. มาตรการป้องกัน

             จุดประสงค์พื้นฐาน คือ การลดความเสี่ยงต่อการถูกหมัดติดเชื้อกัด หลีกเลี่ยงการจับต้องสัมผัสกับเนื้อเยื้อหรือสารคัดหลั่งติดเชื้อ หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยกาฬโรคปอดบวม โดยการ

  1. ให้สุขศึกษากับประชาชนในท้องที่มีโรคระบาดในสัตว์ ให้รู้ลักษณะการติดต่อผ่านคนหรือผ่านสัตว์ ความสำคัญของการก่อสร้างอาคารที่กันหนูได้ การป้องกันหนูในบริเวณปริมณฑลของบ้านไม่ให้เข้าไปทำรังหรือไปหาอาหาร โดยจัดเก็บเสบียงอาหารและจัดการกองขยะมูลฝอยให้ถูกสุขลักษณะ ระวังไม่ให้หมัดกัดโดยใช้ยาฆ่าแมลงหรือยาไล่แมลง (Repellant) บอกกล่าวให้สาธารณชนระมัดระวังรู้จักใช้ยาไล่แมลง เมื่อเข้าในบริเวณป่าหรือชนบท เตือนให้ระวังการตั้งแคมป์นอนใกล้รูที่อยู่ของสัตว์ฟันแทะ หลีกเลี่ยงการจับต้องสัตว์ฟันแทะที่ป่วยหรือตายไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบรายงานเหตุดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทราบ โดยเร็ว สุนัขหรือแมวในบริเวณดังกล่าว ควรโรยยาฆ่าแมลงกำจัดหมัดเป็นครั้งคราว
  2. สำรวจประชากรสัตว์ฟันแทะเป็นระยะ เพื่อประเมินประสิทธิผลของโครงการสุขาภิบาลในพื้นที่หรือเพื่อประเมินโอกาส ที่กาฬโรคจากสัตว์จะระบาดสู่คน การฆ่าหนูด้วยยาพิษเพื่อลดจำนวน อาจมีความจำเป็นเพื่อให้มาตรฐานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมดีขึ้น การควบคุมจำนวนหนูจะดำเนินตามหลังการควบคุมหมัด เฝ้าระวังแหล่งรังโรคธรรมชาติ โดยการตรวจสัตว์ฟันแทะที่ป่วยหรือตาย หาเชื้อแบคทีเรียหรือโดยการตรวจปฏิกิริยาน้ำเหลืองของสัตว์กินเนื้อในป่า สุนัขหรือแมวที่อยู่นอกบ้าน เพื่อดูความเคลื่อนไหวของกาฬโรค เก็บรวบรวมและตรวจหมัดจากสัตว์ฟันแทะป่า จากรังหรือจากรูโพรงที่อยู่
  3. ควบคุมหนูบนเรือ ท่าเรือ และในโรงเก็บสินค้าด้วยสิ่งก่อสร้างที่กันหนูได้ หรือการพ่นรมยาฆ่า หรือการทำลายหนูและหมัดหนูบนยานพาหนะ ในสินค้าก่อนการส่งออกไปจากท่าเรือ หรือเมื่อเดินทางมาจากดินแดนแหล่งรังโรค
  4. สวมถุงมือเมื่อไปล่าสัตว์หรือจับต้องสัตว์ป่า
  5. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนจากเชื้อที่ตายแล้ว เพื่อป้องกันกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (แต่ไม่ป้องกันกาฬโรคปอดบวม) ได้นานหลายเดือน โดยฉีดชุดแรก 2 - 3 โด๊ส ห่างกันโด๊สละ 1 - 3 เดือน ฉีดกระตุ้นทุก 6 เดือน ถ้ายังมีโอกาสเสี่ยงสูง ผู้เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีโรคกาฬโรคระบาด ผู้ทำงานห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ที่ต้องทำงานกับเชื้อกาฬโรคหรือสัตว์ติดเชื้อ ควรจะสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน แต่ต้องใช้มาตรการป้องกันอย่างอื่นร่วมด้วย วัคซีนที่เชื้อยังไม่ตายแต่อ่อนแรงมีใช้ในหลายประเทศ แต่อาจมีผลข้างเคียงสูงและไม่มีหลักฐานว่าป้องกันได้ดีกว่า

ข. การดูแลผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม

  1. รายงานโรค : ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ class 1 โดยให้รายงานผู้ป่วยต้องสงสัยหรือยืนยันแล้วว่าเป็นกาฬโรคต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกราย
  2. การแยกผู้ป่วย : ทำความสะอาดผู้ป่วย เสื้อผ้า และสัมภาระให้ปราศจากหมัดหนู โดยใช้ยาฆ่าแมลงที่มีประสิทธิผลในการกำจัดหมัด และปลอดภัยต่อมนุษย์ ถ้าจำเป็นก็รับไว้รักษาในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (ไม่มีอาการไอและผลการเอกซเรย์ปอดปกติ) การเจาะดูดหนองจากฝีควรกระทำหลังให้ยารักษากาฬโรคแล้ว 48 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยกาฬโรคปอดบวม ต้องแยกกักอย่างเข้มงวด โดยระวังไม่ให้เชื้อแพร่กระจายทางอากาศจนกว่าจะครบ 48 ชั่วโมงหลังให้ยาปฏิชีวนะ และอาการทางคลินิกดีขึ้น
  3. การทำลายเชื้อ : เสมหะ หนอง หรือเสื้อผ้าสิ่งของที่สกปรกปนเปื้อน การทำความสะอาดห้องหลังผู้ป่วยกลับแล้ว การจับต้องศพผู้ป่วยหรือซากสัตว์ที่ตายจากกาฬโรค ต้องดำเนินการตามแนวทางการระวังการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด
  4. การกักกัน : ผู้อยู่ในบ้านเดียวกันและใกล้ชิดชนิดหน้าเผชิญหน้ากับผู้ป่วยกาฬโรคปอดบวม ควรจะได้รับยาป้องกันโรคและการเฝ้าระวังตลอด 7 วัน ถ้าปฏิเสธไม่ยอมกินยาป้องกัน จะต้องใช้วิธีแยกกักอย่างเข้มงวด และอยู่ภายใต้การดูแลอีก 7 วัน
  5. การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส : ในช่วงระบาดที่พบว่าหมัดคนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ผู้สัมผัสผู้ป่วยกาฬโรคปอดบวมจะต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่เหมาะสมพ่นฆ่าแมลงให้หมด ผู้สัมผัสโรคทั้งหมดจะต้องประเมินว่าใครควรได้ยาป้องกันโรค ผู้สัมผัสใกล้ชิดกาฬโรคปอดบวมที่สงสัยหรือยืนยันแล้ว รวมเจ้าหน้าที่รักษาพยาบาลด้วย จะต้องกิน Tetracyclines (15 - 30 มก./กก.) หรือ Chloramphenicol (30 มก./กก.) ต่อวัน แยกเกิน 4 ครั้ง นาน 1 สัปดาห์หลังการสัมผัสโรค
  6. การสอบสวนผู้สัมผัสและแหล่งโรค : ต้องค้นหาผู้อยู่ร่วมบ้านหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยกาฬโรคปอดบวม ค้นหาหนูที่ป่วยตายและหมัด การควบคุมหมัดต้องทำก่อนหรือพร้อมกับการกำจัดหนู โรยยาฆ่าหนูตามทางเดิน รัง รู หรือในบริเวณที่สงสัยว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อกาฬโรค ด้วยยาฆ่าแมลงที่ใช้สำหรับควบคุมหมัดและมีฤทธิ์ฆ่าหมัดในพื้นที่ ถ้าสัตว์ฟันแทะที่ไม่ได้ขุดรูโพรงอยู่เข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้เหยื่อพิษวางเป็นจุดๆเพื่อกำจัด ถ้าหนูบ้านเข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้ผงยาโรยในบ้าน นอกบ้าน และเครื่องเรือนต่างๆ โรยยาที่ตัวและเสื้อผ้าของผู้อาศัยอยู่ในบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง วางแผนลดจำนวนประชากรหนูโดยรณรงค์วางยาเบื่อหนูอย่างเข้มงวด เพื่อกำจัดรังหนูและแหล่งอาหาร

ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด

  1. สืบสวนผู้ป่วยต้องสงสัยกาฬโรคที่ตายทุกราย ด้วยการผ่าศพและตรวจทางห้องปฏิบัติการเมื่อมีข้อบ่งชี้ พัฒนาและดำเนินการค้นหาผู้ป่วย จัดตั้งสถานที่อำนวยความสะดวกในการวินิจฉัยและรักษาโรค ให้หน่วยงานสาธารณสุขทุกแห่งตื่นตัวและรายงานผู้ป่วยโดยฉับพลัน และใช้บริการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเต็มที่
  2. พยายามลดความแตกตื่นของประชาชนทั่วไป ด้วยการให้ข่าวสารที่เหมาะสม และให้สุขศึกษาแก่ประชาชนผ่านทางสื่อต่างๆ
  3. เริ่มงานควบคุมหมัดอย่างเข้ม โดยใช้จุดเกิดโรคเป็นศูนย์กลางขยายการควบคุมออกไปโดยรอบ
  4. เริ่มงานกำจัดหนูในบริเวณเกิดโรค หลังการควบคุมหมัดได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
  5. ปกป้องผู้สัมผัสโรคทุกคน
  6. ปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามไม่ให้ถูกหมัดกัด โรยเนื้อตัวและเสื้อผ้าด้วยผงยาฆ่าแมลง และใช้ยาทาไล่แมลงทุกวัน

ง. ความเสียหายที่อาจจะเกิด :

             กาฬโรคอาจกลายเป็นปัญหาสำคัญยิ่ง ในพื้นที่ที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น และมีความไม่สงบสุขของสังคม ผู้คนอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด ขาดการสุขาภิบาลที่ดี

จ. มาตรการควบคุมโรคระหว่างประเทศ

             เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะต้องเฝ้าระวังพื้นที่มีการเกิดโรคหรือมีโรคระบาด (Endemic areas) และต้องรีบวินิจฉัยกาฬโรคให้ได้โดยเร็ว แต่ปัญหาที่พบ คือ การวินิจฉัยกาฬโรคโดยเจ้าหน้าที่ทำได้ยาก โดยเฉพาะผู้เดินทางที่เกิดอาการไม่สบายหลังกลับมาจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด

ข้อมูลเพิ่มเติม

  1. http://icd.ddc.moph.go.th/index.php?option=com_content&task=view&id=104&Itemid=49⟨=th_TH
  2. http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_nih/a_nih_1_001c.asp?info_id=394