ลดขนาดตัวอักษร
ขนาดตัวอักษรปกติ
เพิ่มขนาดตัวอักษร

ปฏิทินกิจกรรม

AJAX Calendar demo by g-O-r-a-g-o-d.com
กำลังโหลด...

แบบสำรวจความคิดเห็น

คุณมีความพึงพอใจเว็บไซด์ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่เพียงใด ?
มาก
ปานกลาง
ควรปรับปรุง

ข้อมูลงานวิจัย -> ความรู้เรื่องโรคติดต่ออุบัติใหม่

โรคไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) (Smallpox)

             ฝีดาษ (Smallpox) ไข้ทรพิษ หรือ ไข้หัว เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจาก poxvirus (Variolar) มีลักษณะเฉพาะ คือ มี vesicle และ papule ขึ้นตามผิวหนังทั่วร่างกาย และมีอาการทั่วไปที่รุนแรง โรคนี้ระบาดในประเทศอินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน และเอธิโอเปีย เมื่อปี พ.ศ. 2519 สำหรับประเทศไทยมีการบันทึกไว้ว่าระบาดครั้งสุดท้าย ปี พ.ศ. 2504 องค์การอนามัยโลกได้เลิกฉีดวัคซีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แต่ที่มีความกังวลว่าจะมีการนำเชื้อนี้มาใช้ในสงคราม โดยประเทศรัสเซียได้มีการพัฒนาเชื้อชนิดนี้ไว้ใช้ในสงคราม

ผู้ป่วยเด็กเป็นโรคฝีดาษ
ฝีดาษตามลำตัวของผู้ป่วย

สาเหตุของโรค

              เกิดจาก ไวรัส DNA กลุ่ม poxvirus ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก คือ 200 x 300 mu รูปร่างเป็นรูปแผ่นอิฐ (brick shaped or rectangular shaped) เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษมี 2 ชนิด คือ

             1. Variola major ทำให้เกิด classical smallpox ซึ่งมีอาการรุนแรงและมีอัตราการตายสูง (ประมาณ 5 - 40 %) อาการนำ เริ่มด้วยอาการปวดศีรษะ สะท้าน ปวดหลัง ปวดตามกล้ามเนื้อแขนขา ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว สูงได้ถึง 41 - 41.5 องศาเซลเซียส ในเด็กอาจมีอาเจียน ชักและหมดสติ ผู้ป่วยประมาณ 10 % จะเริ่มมี prodromal rash เกิดขึ้นใน 2 วันแรกของโรค ผื่นนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะ มักขึ้นตามขาอ่อน บางรายขึ้นที่แขน บางรายอาจแยกยากจากผื่นของหัด และหัดเยอรมัน ผื่นจะเริ่มหายไปในราววันที่ 3 - 4

              ระยะออกผื่น ราวประมาณวันที่ 3 หลังการมีไข้ ผื่นที่แท้จริงของฝีดาษจะเริ่มปรากฏขึ้น โดยจะเริ่มเป็นที่หน้าก่อน แล้วไปที่แขน หลัง และขา ผื่นมักเป็นมากที่บริเวณผิวหนังตึง เช่น ที่ข้อมือ โหนกแก้ม สะบัก ผื่นจะขึ้นเต็มที่ภายในเวลาประมาณ 2 วัน ไข้จะเริ่มลดลงในวันที่ 2 - 3 หลังผื่นขึ้น และอาการต่างๆก็จะเริ่มดีขึ้น

              ลักษณะของผื่น จะเริ่มเป็น macule ขนาดเล็กเท่ากับหัวเข็มหมุด และโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่สองจะกลายไปเป็น papule และวันที่สามจะกลายเป็น vesicle ขนาด 1/2 นิ้ว น้ำใน vesicle จะใส ในราววันที่ห้า น้ำใน vesicle จะเริ่มขุ่น การเปลี่ยนแปลงของผื่นจะเป็นไปอย่างพร้อมๆกันทั่วทั้งตัว ในราววันที่ แปดผื่นจะเริ่มแห้งโดยเริ่มที่หน้าก่อน และส่วนกลางของ pustule จะยุบก่อน ผื่นจะกลายเป็นสะเก็ด (scab) ทั่วตัวในราววันที่ 12 - 13 และจะเริ่มหลุดลอกออก ผิวหนังบริเวณที่ตกสะเก็ดจะเป็นสีชมพูในระยะแรก แล้วหายไปโดยไม่เหลือแผลเป็น นอกจากบริเวณที่ใบหน้า

              ลักษณะอย่างหนึ่งของ vesicle ของฝีดาษก็คือ vesicle จะบุ๋มตรงกลาง และเมื่อกดจะไม่ยุบจนแฟบหมด เพราะเป็น loculation จากการที่โรคไม่ได้ทำลายผิวหนังของเซลหมด ผื่นอาจมารวมกัยเป็นปื้นโต ในรายเช่นนี้มักมีอาการบวมด้วย โดยเฉพาะที่หน้า ริมฝีปาก เป็นต้น ในระยะที่ผื่นกลายไปเป็น pustule ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้อีก ถ้าผื่นมากไข้อาจสูงมาก

              2. Variola minor ซึ่งทำให้เกิด alastrim ซึ่งอาการไม่รุนแรงเท่าพวกแรก มีอัตราการตายต่ำ (< 1%) เชื้อไวรัสนี้สามารถเจริญได้ดีใน chorio - allantoic membrane ของตัวอ่อนของไก่ มีระยะฟักตัว อาการนำและลักษณะทางคลินิค ที่แยกไม่ได้จาก variola major แบบที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง การแยกจะใช้วิธีดูการระบาดวิทยาในพื้นที่ๆมีการระบาด มีลักษณะทางคลินิคเหมือนกันแต่ไม่มีรายใดที่มีอาการรุนแรง

              ลักษณะของ pox ที่เกิดขึ้นจะเป็นตุ่มเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 2 มม. สีขาว นูน ผิวเรียบ ไม่แตกเป็นแผลและไม่มีอาการอักเสบ และรอยเลือดออกที่เมมเบรนนั้น สามารถใช้ลักษณะนี้แยกจาก pox ระหว่าง variola และ cowpox ได้

ไวรัสฝีดาษ (Variola)
โครงสร้างของไวรัสฝีดาษ (Variola)


การแพร่กระจาย

              เชื้อไวรัสฝีดาษ (Variolar) นี้ สามารถแพร่กระจายไปในอากาศ จากละอองสิ่งคัดหลั่งจากคนที่เป็นโรค เช่น น้ำมูก, น้ำลาย หรือจากการสัมผัสกับผิวหนังที่มีแผลฝีดาษ เชื้อนี้ค่อนข้างทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สามารถแพร่ได้ไม่ว่าจะอากาศร้อนหรือหนาว และสามารถติดต่อจากคนไปสู่คนได้โดยง่าย โดยเชื้อสามารถอยู่ในสะเก็ดที่แห้งที่อุณหภูมิห้องได้นานนับปี สามารถอยู่ได้บนแผ่นสไลด์ได้นานเป็นเดือน ในที่สว่าง สามารถอยู่บนผ้า สำลีแห้งได้นาน เชื้อไม่ทนต่อความชื้น เชื้อถูกฆ่าได้ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที (moist heat) ถ้าไม่มีความชื้นต้องใช้ที่ 100 องศาเซลเซียส นาน 5 - 10 นาที เชื้อสามารถถูกทำลายโดยกรดแรงภายใน 1 ชม. และถูกทำลายโดยใช้ 50 % แอลกอฮอล์ และโดย 0.01 % Potussium permanganate ใน 1 ชม.

              เชื้อไวรัสนี้มีแอนติเจนหลายชนิด เช่น heat labile soluble antigen ใช้แบ่งกลุ่มของ poxvirus และ viral antigen ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด neutralizing antibody เป็นต้น โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดไป

ระบาดวิทยา

              เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง แต่การติดต่อก็ไม่ง่ายเหมือนเช่นในโรคหัด หรือไข้หวัดใหญ่ มักจะต้องมีการสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) และผู้ที่ติดโรคก็เพราะหายใจเอาเชื้อเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเชื้อมักจะอาศัยในสะเก็ดแผลหรือที่ตกอยู่ตามที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้าของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีผื่น จนถึงระยะที่สะเก็ดหลุดออกไปแล้ว

              ระยะแรก ผู้ป่วยนี้สามารถแพร่เชื้อโดยทางสิ่งขับทางนาโสฟาริงก์ และพอมาในระยะที่มีผื่นแล้วก็จะแพร่เชื้อทางผื่น เพราะเชื้อสามารถคงทนในที่แห้งได้นาน ดังนั้นเชื้อสามารถคงอยู่ตามสะเก็ดแผลได้นาน มีผู้ได้ทำการศึกษาจำนวนของไวรัสในสะเก็ด พบว่าจำนวนของมันไม่ลดลงตามระยะเวลาที่เนิ่นนานออกไป และไม่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคและการปลูกฝีเลย โรคเป็นได้กับคนทุกอายุและทุกเพศ มักเกิดในที่ๆประชากรอยู่อย่างหนาแน่น เพราะการติดต่อต้องการอาศัยการสัมผัสอย่างใกล้ชิด และหายใจเอาเชื้อเข้าไป (ในประเทศแถบอินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน เป็นบริเวณที่มีอากาศแห้ง ร้อน ความชื้นต่ำ เป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการมีชีวิตอยู่ได้นานของไวรัส ทำให้มีอัตราการระบาดสูง)

              ตามรายงานขององค์การอนามัยโรค ปี พ.ศ. 2518 โรคยังมีการระบาดอย่างกว้างขวางใน 4 ประเทศ คือ อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน เอธิโอเปีย หรือประปรายในเนปาล แต่ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519 มีการกล่าวว่ายังคงเหลือมีการระบาดในเอธิโอเปียเพียงแห่งเดียว ในประเทศไทย มีการระบาดมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยมีการระบาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2488 - 2489 เนื่องจากมีผู้ป่วยจากพม่าเข้ามาแพร่เชื้อ และยังเป็นช่วงระยะเวลาสงคราม ขาดแคลนการป้องกันดูแล บันทึกการระบาดครั้งสุดท้ายมีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2504 เชื้อมาจากรัฐเชียงตุงของพม่า มีผู้ป่วย 33 คน ตาย 5 คน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่พบมีการระบาดอีกเลย

พยาธิกำเนิดและพยาธิวิทยา

              เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยทางหายใจ เริ่มแรกจะเข้าสู่เยื่อบุผิวของหลอดลมเล็ก และส่วนอื่นๆของทางเดินหายใจช่วงบน เชื้อจะแบ่งตัวที่นี่ระยะหนึ่งแล้วจึงเข้าสู่กระแสโลหิต (viremia) แล้วเชื้อจึงแพร่กระจายไปยังระบบเรติคิวโลเอ็นโดธีเลี่ยม เชื้ออาจแบ่งตัวที่นี่อีกแล้วจึงแพร่กระจายไปในกระแสโลหิตอีกเป็นครั้งที่ สอง (ระยะเวลาตั้งแต่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนแบ่งตัวเสร็จในระบบเรติคิวโลเอ็นโดธี เลี่ยม จะตรงกับระยะฟักตัวของโรค) หลังจากนี้ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการทางคลินิคเป็นอาการนำ เชื้อจะอยู่ในกระแสโลหิตไม่นาน แล้วจะเข้าไปสู่ผิวหนังและเยื่อบุผิว (mucous membrane) แล้วจึงเกิดพยาธิสภาพขึ้นที่

ผิวหนัง

           เยื่อบุชั้นในของหลอดเลือดจะบวม เซลในชั้นกลางของ epidermis จะบวม และมี intracytoplasmid inclusion ข้างในเรียกว่า Guarnieri bodies ซึ่งมีลักษณะทรงกลม ขนาดประมาณ 2 - 4 ไมครอน จะพบอยู่ใกล้นิวเครียสของเซล ในที่สุดเซลที่บวมนี้จะแตกออก ทำให้เกิดเป็นตุ่มใส (vesicle) ขึ้นในส่วนกลางของชั้น epidermis ต่อมาเซลที่อยู่ชั้นลึกต่อไปจะถูกทำลายและพยาธิสภาพจะแผ่ไปถึงชั้น corium พยาธิสภาพจะหายไปโดยไม่มีแผลเป็น นอกจากที่ใบหน้าเข้าใจว่าเนื่องจากมีการทำลายของต่อมไขมันซึ่งมีมากที่ บริเวณใบหน้า และมีการติดเชื้อ แบคทีเรียอักเสบซ้ำเติม

เยื่อบุผิว

           ในปาก ลำคอ และทางเดินหายใจช่วงบน จะมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่ผิวหนัง แต่เนื่องจากบริเวณเหล่านี้ไม่มีชั้น spinosum เหมือนที่ผิวหนัง จึงไม่มีการเกิดเป็นตุ่ม vesicle ขึ้น

อวัยวะอื่นๆ

           มีการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับที่ผิวหนัง ทางเดินอาหารช่วงบนมีการทำลาย เยื่อบุผิว ม้ามโต และมีเลือดคั่ง ตับโต endothelial cell ที่บุ sinusoid บวมและมีเลือดคั่ง ในฝีดาษชนิดเลือดออก อวัยวะของส่วนต่างๆจะมีเลือดออก เช่น ที่ไต หัวใจ ปอด ม้าม เหมือนที่ผิวหนัง แต่ที่ตับจะพบน้อย อาจพบเลือดออกได้ที่กระเพาะอาหารและลำไส้ด้วยก็ได้

   

ลักษณะทางคลินิค

            ระยะฟักตัวค่อนข้างคงที่ จากการเริ่มติดเชื้อจนถึงมีอาการนำ จะกินเวลาประมาณ 12 วัน และถึงเริ่มมีผื่นขึ้น 14 วัน แต่ก็อาจเร็วถึง 9 วัน หรืออาจนานถึง 21 วันได้ในรายที่เคยได้รับการปลูกฝี หรือเป็นโรคแบบเชื้อชนิดอ่อน

การวินิจฉัยโรค

  1. ลักษณะทางคลินิคและระบาดวิทยา ในรายที่มีอาการตรงตามแบบ
  2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในระยะแรกจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด PMN จะต่ำ และในระยะ pustule จำนวนเม็ดเลือดขาวจะเริ่มสูงขึ้น ในฝีดาษชนิดมีเลือดออก (hemorrhagic smallpox) จะพบเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยต์มีลักษณะผิดปกติ (atypical lymphocyte)
  3. การวินิจฉัยทางไวรัสวิทยา
    • 3.1 จากการเพาะเชื้อจากเลือดใน 2 วันแรก โดยเพาะลงบน chorioallantoic membrane ของตัวอ่อนของไก่
    • 3.2 ระยะผื่นขึ้น ในระยะ papular ถึง vesicular ขูดจากพยาธิสภาพ แล้วย้อมด้วยวิธี Gispen ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อีเลคตรอน จะพบไวรัสรูปร่างเป็นรูปแผ่นอิฐ ติดสีน้ำตาลดำ น้ำจาก vesicle สามารถนำไปทดสอบแอนติเจน และเพาะหาเชื้อได้
    • 3.3 ระยะฟักฟื้น เจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับแอนติบอดีได้

การรักษาโรค

  1. การรักษาเฉพาะโรค ปัจจุบันยังไม่มียา หรือวัคซีนไข้ทรพิษให้ใช้รักษาโรคได้ เนื่องจากได้มีการยกเลิกการฉีดวัคซีนไข้ทรพิษตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 และเหลือเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังมีการเก็บวัคซีน และเชื้อไข้ทรพิษไว้ใช้ในการสงคราม ซึ่งได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา และรัสเซีย
  2. การรักษาแบบประคับประคองและการรักษาตามอาการสำคัญมาก เช่น
    • 2.1 การให้ผู้ป่วยนอนในที่นอนที่สะอาด และทำความสะอาดที่นอนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
    • 2.2 แก้ไขภาวะการขาดน้ำและความผิดปกติของเกลือแร่ และให้อาหารอย่างพียงพอ
    • 2.3 ระวังเรื่องพยาธิสภาพในตาและปาก โดยพยายามทำความสะอาดบ่อยๆ
    • 2.4 ไม่ควรอาบน้ำหรือใช้ยาใดๆทาเคลือบผิวหนัง
    • 2.5 ให้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องและเพียงพอ
    • 2.6 คอร์ติโคสเตียรอยด์ ไม่ช่วยในการรักษาโรค แม้ในรายที่รุนแรงและถึงตาย
    ;

การป้องกัน
1. การปลูกฝี (vaccination)

             ยังต้องกระทำอยู่ในบริเวณที่ยังมีการระบาด (Endemic area) และในผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยหรือพนักงานห้องปฏิบัติการชันสูตร

             วัคซีนทำจากไวรัสชื่อ vaccinia เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในวัวที่ยังมีชีวิตแต่ทำให้อ่อนแรง เชื้ออาจกระจายจากตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนไปยังตำแหน่งอื่นได้ ต้องระวังการรักษาความสะอาด การปลูกฝีสามารถป้องกันโรคฝีดาษและค่อนข้างปลอดภัย แต่อาจจะมีผลข้างเคียงตั้งแต่น้อยจนมาก หลังการฉีดวัคซีนจะมีภูมิอยู่ได้ 3 - 5 ปีหากได้รับการกระตุ้นภูมิจะอยู่นานขึ้น การปลูกฝีจะใช้เข็มซึ่งมีเชื้อโรคอยู่ ทำให้ผิวหนังเกิดแผลเชื้อจะเข้าสู่แผล

วิธีการปลูกฝี
  - Multiple pressure method หยอดหนองฝีลงบนผิวหนังที่แขน แล้วใช้เข็มแทงเกือบขนานกับผิวหนัง ให้ลึกลงไปถึงชั้นชั้นลึกของผิวหนังกำพร้า แทงเข็มประมาณ 2 - 3 ครั้งจนผิวหนังแดง แต่อย่าให้เลือดออก เนื่องจากความแดงของผิวหนังเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เข็มได้แทงถึงชั้นลึกของผิวหนังกำพร้า การมีเลือดออกนั้นอาจทำให้การปลูกฝีไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะแอนติบอดีในเลือดอาจมาทำปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อที่ฉีดเข้าไป
  - Scratch method เปลี่ยนจากการใช้เข็มแทง มาเป็นการใช้เข็มขูดบริเวณผิวหนังให้ถลอกแทน
   
วัคซีนฝีดาษ
วิธีการปลูกฝี
   
การปลูกฝี
การติดที่แขนไปบริเวณอื่น


2. ชนิดของการเกิดปฏิกิริยาหลังการปลูกฝี

Primary reaction
  เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อนเลย บริเวณที่ปลูกฝีจะเรียบร้อยดี จนวันที่ 3 - 5 จะเริ่มมี papule สีแดงและคัน ซึ่ง 24 ชั่วโมงต่อมาจะกลายเป็น vesicle ล้อมรอบด้วยผิวหนังสีแดง ต่อมา vesicle จะโตขึ้น โดยผิวหนังรอบๆจะแดงและนูนขึ้น โดยจะเป็นมากที่สุดในช่วง 9 - 10 จะมีการเจ็บบริเวณที่ฉีด มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมาตุ่มจะค่อยๆฝ่อลง ยุบเป็นสะเก็ดซึ่งจะหลุดออกมาในราววันที่ 21
Accelerated reaction
  เกิดขึ้นในคนที่พอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง ลักษณะจะเหมือนกลุ่มแรก แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเร็วกว่ามาก การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดจะเกิดในราวปลายสัปดาห์แรก
Immediate reaction
  เกิดในคนที่มีภูมิคุ้มกัน โดยหลังปลูกฝีประมาณ 2 - 3 วันจะเกิด papule คันๆขึ้น อาจมี vesicle เกิดบนตุ่มนั้น
  ผู้ที่ไม่เคยได้รับการปลูกฝีมาก่อนจะมีปฏิกิริยาในแบบที่หนึ่ง ผู้ที่ได้รับการปลูกฝีซ้ำจะมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้ทั้ง 3 แบบ ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันเต็มที่ (มักไม่เกิน 2 ปีหลังปลูกฝีครั้งแรก) มักเป็นแบบที่ 3 โดยแบบที่ 2 และ 1 พบในผู้ป่วยที่มี partial immunity ส่วนแบบที่ 3 อาจเกิดจากวิธีปลูกฝีที่ผิดพลาด หรือหนองฝีที่ใช้เสื่อมคุณภาพ


ผลข้างเคียง

  1. แขนที่ได้รับการปลูกฝีจะแดง บวม และมีอาการปวด
  2. ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต
  3. เป็นไข้ต่ำๆ ถึงเป็นไข้สูงถ้าแพ้มาก
  4. ผลข้างเคียงที่รุนแรงพบได้ 1,000 รายใน 1,000,000 ราย
  5. ผื่นอาจจะลามจากบริเวณที่ฉีดยาไปที่อื่น เช่น ตา หน้า อวัยวะเพศ อาจจะเกิดผื่นขึ้นทั้งตัว เนื่องจากฉีดวัคซีนเข้ากระแสเลือด
  6. การแพ้วัคซีน
ผลข้างเคียง การติดเชื้อบริเวณใบหน้า


ผู้ที่ไม่ควรได้รับการปลูกฝี

  1. ผู้ป่วยที่เป็นผื่นแพ้ eczema,atropic eczema.
  2. ผู้ที่มีโรคผิวหนังเช่น แผลไฟไหม้ งูสวัด เรื้อนกวาง
  3. คนที่ตั้งครรภ์, กำลังให้นม
  4. เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
  5. ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง, โรคเอดส์ หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ที่เปลี่ยนไต หรือได้รับยา steroid
  6. ผู้ป่วยแพ้วัคซีน

การดูแลตำแหน่งที่ปลูกฝี

  1. ใช้ผ้าหรือเทปปิดแผลเพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อ แล้วใช้เทปกันน้ำปิดแผล
  2. สามารถใส่เสื้อเพื่อป้องกันเชื้อแพร่สู่คนอื่น
  3. เปลี่ยนผ้าปิดแผลทุก 2 วัน
  4. ล้างมือด้วยสบู่หลังจากทำความสะอาดแผล
  5. ทิ้งผ้าทำแผลลงในถุงแยกต่างหากแล้วน้ำไปเผา
  6. เสื้อผ้าที่ใส่นำไปต้มและซัก
  7. ข้อห้าม
    • 7.1 ห้ามใช้เทปที่ไม่สามารถระบายอากาศ
    • 7.2 อย่าแกะสะเก็ดแผล
    • 7.3 อย่าทายาใดๆทั้งสิ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม

  1. Henderson DA. Bioterrorism as a public health threat. Emerg Infect Dis 1998;4:488-92.
  2. http://thaigcd.ddc.moph.go.th/Icdc_knowladge_smallpox.html
  3. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9D%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A9
  4. http://www.thailabonline.com/smallpox.htm
  5. หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2544