นโยบายรัฐบาล

นโยบายรัฐบาลข้อที่ 6 วาระแห่งชาติ / วาระสำคัญของรัฐบาล

ประเด็นเรื่องสำคัญ การป้องกันและควบคุมการระบาดของ ไข้หวัดนก

ผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี - ตามนโยบาย
ของคณะรัฐมนตรี รัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
(ตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2549 – กันยายน 2550)

ชื่อหน่วยงาน กระทรวงสาธารณสุข

นโยบายด้าน

  1. การปฏิรูปการเมือง การปกครองและการบริหาร
  2. เศรษฐกิจ
  3. สังคม
  4. การต่างประเทศ
  5. การรักษาความมั่นคงของรัฐ
  6. วาระแห่งชาติ/วาระสำคัญของรัฐบาล
  7. อื่นๆ (ประเด็นสำคัญตามที่เห็นสมควร)

หัวข้อนโยบาย

ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น

ประเด็นเรื่องสำคัญ

การป้องกันและควบคุมการระบาดของไข้หวัดนก

ผลการดำเนินงาน
สรุปสาระสำคัญ* พร้อมตัวชี้วัดผลงาน เช่น สถิติ ตัวเลข กราฟ
ปัญหา/อุปสรรค
พร้อมข้อเสนอแนะ
หน่วยงานที่
รับผิดชอบ/โทรศัพท์
การป้องกันและควบคุมการระบาดของไข้หวัดนก รายงานจากองค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ไข้หวัดนก ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2546 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 พบ ผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดนกรวม 329 ราย เสียชีวิต 201 ราย อัตราป่วยตาย 61 % ใน 12 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ไทย อินโดนีเซีย จีน ตุรกี อิรัก อียิปต์ อาร์เซอร์ไบจัน จิบูตี ลาว และไนจีเรีย โดยในประเทศไทยพบว่า ป่วย 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย กระจายใน 18 จังหวัด อย่างไรก็ดี ในปี 2550 นี้ ยังไม่พบผู้ป่วยแต่อย่างใด แต่ช่วงต้นปีมีรายงานการพบเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีก 5 จังหวัด คือ พิษณุโลก หนองคาย อ่างทอง มุกดาหาร และพิจิตร การเกิดโรคไข้หวัดนก (H5N1) ในประเทศไทย ได้ทำให้อุตสาหกรรม การเลี้ยงสัตว์ปีกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และการแพร่ของเชื้อไข้หวัดนกจากสัตว์ปีกมายังคน ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวต่อการเร่งรัดเฝ้าระวัง และป้องกันโรคไข้หวัดนก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ อันเนื่องจากความเป็นไปได้ในการกลาย พันธุ์ของเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งสถานการณ์ของโรคไข้หวัดนกในปัจจุบัน อยู่ในภาวะที่มีโอกาสเกิดการระบาดใหญ่ดังกล่าวได้มาก คาดว่าหาก เกิดการระบาดรุนแรง (Pandemic) ในประเทศไทย อาจมีผู้ป่วยขั้นต่ำถึง 6.5 ล้านคน (ร้อยละ 10 ของประชากร) และมีผู้เสียชีวิตใน ระยะแรกจำนวนมาก (ร้อยละ 10 ของผู้ป่วย) กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีนโยบายในการเตรียมความพร้อม ในการป้องกันและแก้ปัญหา การระบาดของไข้หวัดนก ขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมความพร้อมต่อการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ด้วย ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกัน แก้ไข และเตรียมพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนก และการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2551-2553) ซึ่งได้รับความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี    
ผลการดำเนินงาน ที่สำคัญได้แก่ 1. การพัฒนาระบบ และกลไกการบริหารจัดการ แก้ปัญหาโรคไข้หวัดนกเชิงบูรณาการ โดย การจัดตั้งคณะกรรมการ อำนวยการป้องกันควบคุมแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนกระดับประเทศ มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา / คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่และโรคติดต่อ อุบัติใหม่ มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และแต่งตั้งคณะทำงานในด้านต่างๆ อีก 10 คณะ ในระดับจังหวัดก็มี คณะกรรมการและคณะทำงาน มีผู้รับผิดชอบระดับจังหวัดเรียกว่า มิสเตอร์ไข้หวัดนก เป็นแกนกลางในการประสานเครือข่ายความ ร่วมมือ ติดตามสถานการณ์ และป้องกันควบคุมโรคเชิงรุก นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีการประสานเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างประเทศ ผ่านเวทีระดับภูมิภาค เช่น ACMECS, APEC, AU-OIC, MBDS และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น WHO, FAO/OIE และเวทีทวิภาคี เช่น ไทย-เวียดนาม, ไทย-มาเลเชีย ไทย-อินโดนิเชีย ไทย-ลาว ไทย-จีน(ยูนาน) ไทย-ฮังการี และไทย-อียิปต์ เป็นต้น กระทรวงอื่น ๆ และภาค เอกชนยัง เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน ควบคุมโรคไข้หวัดนกและ เตรียมพร้อมรับการระบาดใหญ่ของ ไข้หวัดใหญ่ค่อนข้างน้อย จำเป็นต้องขยายความร่วมมือกับ ภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น กรมควบคุมโรค
โทร 0 2590 3167
2. การจัดการระบบปศุสัตว์ที่ปลอดโรค ทั้งในสัตว์ปีกเศรษฐกิจและสัตว์ปีกพื้นเมือง ไก่ชน และเป็ดไล่ทุ่ง และควบคุมการ เคลื่อนย้ายสัตว์ปีกอย่างเคร่งครัด โดย ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ปีกพื้นเมือง ไก่ชน และเป็ดไล่ทุ่งของเกษตรกรราย ย่อย และจัดทำระบบการเลี้ยงสัตว์แบบ Compartmentalization สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อให้ปลอดภัยจากเชื้อไข้หวัด นก รวมทั้งมีการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคในสัตว์ปีก โดยการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปีละ 2 ครั้ง และดำเนินการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีก ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งการเฝ้าระวังการ แพร่กระจายไข้หวัดนกในสัตว์ปีกธรรมชาติ   กรมปศุสัตว์
โทร 0 2653 4444
3. การเฝ้าระวังและควบคุมโรคในสัตว์และคน เมื่อเกิดการระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็ว โดยการเฝ้าระวังและควบคุมใน สัตว์ได้มีมาตรการในการทำลายสัตว์ให้เสร็จภายใน 12 ชั่วโมง หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ซึ่งสามารถควบคุมการแพร่ ระบาดของโรคในสัตว์ได้ดี โดยพื้นที่พบเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกในปี 2550 ลดลง เหลือเพียง 4 จังหวัด สำหรับการเฝ้าระวังและ ควบคุมโรคในคน ได้มีการพัฒนาทีมสอบสวนควบคุมโรคเชิงรุก (SRRT team) จำนวน 1,030 ทีมทั่วประเทศ และมีการเฝ้าระวัง ผู้ป่วยสงสัยในสถานบริการสาธารณสุขกว่า 2,000 ราย ทั่วประเทศ โดยมีการชันสูตรหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ และไม่พบผู้ป่วย ยืนยันแต่อย่างใด รวมถึงการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงทางสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส<   กรมควบคุมโรค
โทร 0 2590 3167
4. การพัฒนาระบบการเฝ้าระวังโรคเชิงรุก และการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่โดย การจัดทำ แผนและซ้อมแผนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีการซ้อมแผนชนิดบนโต๊ะระดับจังหวัดได้ 60 จังหวัด และซ้อมแผนระดับตำบล ได้ 814 ตำบล(อำเภอละตำบล) ใน 74 จังหวัด และมีการซ้อมแผนในระดับกรมของกระทรวงสธ. ทุกกรม และในระดับกระทรวง สาธารณสุข ตลอดจนการสนับสนุนให้เริ่มมีการเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจ เพื่อรับมือการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก โดยการประชุมสัมมนา (โดยการดำเนินร่วมกันระหว่างกรมควบคุมโรค มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และ สถาบันคีนันแห่ง เอเชีย (KENAN Institute Asia) สธ. ได้เข้าร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ป้องกัน แก้ไข และเตรียมพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนกและการ ระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2551-2553) โดยมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเจ้าภาพหลัก และได้ จัดตั้งคณะอนุกรรมการ ดำเนินการเตรียมความพร้อม และการซ้อมแผนสำหรับการระบาดใหญ่โรคไข้หวัดใหญ่ระดับประเทศ โดยมี ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานอนุกรรมการ และแต่งตั้งคณะทำงานเตรียมความพร้อม และการซ้อมแผนสำหรับการระบาดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่ โดยมีรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการเป็นประธานคณะทำงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการ จัดทำแผนปฏิบัติการแม่บท เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นำไปเป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับต่างๆ และดำเนินการซ้อมฯ ต่อไป จำเป็นต้องบูรณาการซ้อมแผนกับ หน่วยงานทุกภาคส่วน ซึ่งหลาย ภาคส่วนยังขาดความเข้าใจความ เสี่ยงต่อการระบาดใหญ่ และ บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานใน การเตรียมความพร้อม อาทิ การ กำหนดผู้รับผิดชอบ การจัดทำแผน และแนวทางปฏิบัติ (การควบคุม การแพร่กระจายเชื้อ การเตรียม วัสดุ อุปกรณ์ และการ จัดทำแผน ประคองกิจการ ฯลฯ) และการซักซ้อมความพร้อมเป็นระยะ จึงควร ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมี บทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะเสนอให้ กระทรวง มหาดไทยสนับสนุนการ ผลักดันให้มีการซ้อมแผนระดับ จังหวัดปีละครั้งทุกปี โดยใช้ งบประมาณของจังหวัด กรมควบคุมโรค
โทร 0 2590 3167
5. การขยายศักยภาพความพร้อมด้านบริการทางการแพทย์โดย สามารถฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ และปรับปรุงสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคไข้หวัด นก ให้มีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้หวัด ใหญ่ที่มีอาการหนัก รวมทั้ง ปรับสถานบริการให้มีห้องแยกโรค ซึ่งดำเนินการได้ร้อยละ 74 ของจำนวนโรงพยาบาลศูนย์และ โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศทั้งหมด 100 แห่ง ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการสร้างห้อง แยกในระดับโรงพยาบาลชุมชน ซึ่ง จะต้องมีการดัดแปลงห้องแยกโรคให้ เป็นแบบประยุกต์ ราคาไม่แพง และ ไม่ยุ่งยากในการจัดการดูแล กรมการแพทย์/ กรม สนับสนุนบริการ สุขภาพ
โทร 0 2590 6270/ 0 25901643
6. การจัดเตรียมเวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นให้ได้ตามเป้าหมาย ได้มีการจัดหายาต้านไวรัส ชุดทดสอบเชื้อไข้หวัดใหญ่ แบบเร็ว วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาทิ การยาต้านไวรัสในประเทศไม่น้อย กว่า 250,000 ชุด การฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มเสี่ยงไม่น้อยกว่า 400,000 คน ในปี 2550 และได้พัฒนาการบริหารจัดการสต๊อกผ่านระบบ VMI ซึ่งช่วยให้โรงพยาบาลสามารถได้รับการสนับสนุนเวชภัณฑ์ วัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นทันทีที่ปริมาณคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์ รวมทั้ง เตรียมความพร้อมวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกในคน โดยการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และ ไข้หวัดนก ในระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 1,400 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2550 เพื่อสร้างโรงงานการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย คาดว่าจะใช้เวลาในการสร้าง โรงงาน 3 ปี และสามารถผลิตวัคซีนได้ในปี พ.ศ. 2554 โดยแผนการผลิตเริ่มต้น 2 ล้านโด๊ส และจะพัฒนาเพิ่มปริมาณเป็น 10 ล้าน โด๊ส ทั้งนี้ ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกในการผลิตวัคซีนนำร่อง 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณยาสำรองยังไม่เพียงพอ รองรับประชากรป่วยหากเกิดการ ระบาดใหญ่ และความต้องการวัคซีน ไข้หวัดใหญ่ในประชากรกลุ่มเสี่ยงมี มากขึ้น จึงควรส่งเสริมการผลิตยา และเพิ่มศักยภาพการผลิตวัคซีนใช้ เองในประเทศให้มากขึ้น กรมควบคุมโรค
โทร 0 2590 3167
7. การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชุมชน และธุรกิจให้แพร่หลายมากขึ้น มีการจัดตั้งเครือข่าย การเฝ้าระวังโรคในพื้นที่ โดยความร่วมมือของผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อให้สามารถพัฒนาระบบเฝ้าระวังและ ควบคุมโรคไข้หวัดนกให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ และได้มีการจัดทำสื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการป้องกันโรคและวิธีการดูแล สุขภาพให้กับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม. ) และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งได้มีการพัฒนา อสม. ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้มีทักษะในด้าน การประเมินความเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดนกด้วยตนเอง การจัดทำโครงการ อสม. เคาะประตูบ้าน และการใช้ตลาดเชิงสังคม (Social Marketing) ส่งเสริมการรณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก ความตระหนักและความสนใจของ ประชาชนทั่วไปลดลง จึงต้องเสริม บทบาทภาคประชาชน องค์กรส่วน ท้องถิ่น และภาคธุรกิจ ให้มีส่วนร่วม ในการเตรียมพร้อมป้องกันโรค และ ปรับพฤติกรรมอนามัยอย่างต่อเนื่อง กรมสนับสนุนบริการ สุขภาพ
โทร 0 2590 1665
อัพเดทข้อมูลวันที่: 26/03/2014 - 14:09