โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดราและไวรัสนิปาห์ (Hendra and Nipah Viral Diseases)

ลักษณะโรค

             ทั้งสองโรคเป็นไวรัสที่ก่อโรคในสัตว์ ตั้งชื่อจากสถานที่พบในออสเตรเลียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่พบการติดเชื้อในมนุษยืในปี พ.ศ. 2537 และ 2542 ตามลำดับ

ไวรัสนิปาห์ก่อโรคไข้สมองอักเสบเป็นหลัก ในขณะที่ไวรัสเฮนดราก่อโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ 2 ราย และเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไม่รุนแรงอีก 1 ราย อย่างไรก็ตาม ลักษณะโรคทั้งหมดที่ก่อโดยไวรัส 2 ชนิดนี้ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

             สำหรับอาการที่เกิดจากการติดเชื้อมีได้ตั้งแต่ มีอาการเพียงเล็กน้อยไปจนถึงมีอาการมาก โคม่า และเสียชีวิต ได้แก่ ปวดศีรษะ เจ็บคอ วิงเวียน ซึมและสับสน ปอดอักเสบในการติดเชื้อไวรัสเฮนดรา ในผู้ป่วยที่มีอาการโคม่าจะเสียชีวิตภายใน 3 - 30 วัน อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 50 อย่างไรก็ตามการติดเชื้อไวรัสในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นแบบไม่มีอาการก็ได้

             การวินิจฉัยโรค อาศัยการตรวจทางซีโรโลยี หา IgM และ IgG โดยวิธี ELISA หรือวิธี serum neutralization ยืนยันการวินิจฉัยโดยการแยกเชื้อไวรัสได้จากผู้ป่วย

ชื้อก่อโรค

            ไวรัสเฮนดรา (เดิมเรียกเชื้อไวรัสที่ก่อโรคในสัตว์กีบ) และไวรัสนิปาห์ เป็นเชื้อที่พบใหม่ในสกุล Henipaviruses ในวงศ์ Paramyxoviridae

 

การเกิดโรค


1. ไวรัสเฮนดรา (Hendra virus) ในออสเตรเลีย

            ไวรัสเฮนดรา (Hendra virus) ถูกจัดให้อยู่ในยีนัสใหม่ Henipavirus ในวงศ์ Paramyxoviridae แยกเชื้อได้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 เฮนดราไวรัสก่อโรคในม้าในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย มีการระบาดรวม 3 ครั้ง ทำให้ม้าตายไป 16 ตัว และมีผู้เสียชีวิตจากอาการระบบหายใจหรือสมองอักเสบรุนแรง 2 คน มีคน 3 คน ติดเชื้อจากการสัมผัสม้า 2 คนแรกในช่วงที่ม้าล้มป่วย คนที่ 3 แสดงอาการใน 13 เดือนหลังจากมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไม่รุนแรงมาตลอด และเสียชีวิตจากภาวะสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสกลับมาก่อโรคซ้ำ พบว่าค้างคาวกินผลไม้ (flying fox) ในสกุลเทอโรปุส (Pteropus) เป็นรังโรคในธรรมชาติ มีการติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 40 และเชื้อที่แยกได้ไม่ก่อโรคในค้างคาว

2. ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในมาเลเซีย บังคลาเทศ และอินเดีย

           เชื้อไวรัสนิปาห์มีลักษณะคล้ายไวรัสเฮนดรา และอยู่ในยีนัสเดียวกัน การติดเชื้อในมนุษย์รายแรกเชื่อว่าเกิดในปี พ.ศ. 2539 แม้ว่าจะพบผู้ป่วยจริงๆในการระบาดที่มาเลเซีย ช่วงปลายปี 2541 ถึงกลางปี 2542 มีผู้ป่วยรวม 283 ราย เสียชีวิต 110 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 38.9) และสุกรถูกทำลายไป 1.1 ล้านตัว การศึกษาย้อนหลังจากคลังซีรั่มสุกร ทำให้ทราบว่า มีเชื้อนี้แพร่ติดต่อในสุกรมาก่อนตั้งแต่ปี 2539 แล้ว การระบาดเริ่มขึ้นในรัฐเปรัก ไม่ไกลจากชายแดนไทย โรคได้แพร่ไปยังสิงคโปร์ด้วย มีคนงานโรงฆ่าสุกรป่วย 11 ราย เสียชีวิต 1 ราย

          การระบาดของโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์เกิดขึ้นในบังคลาเทศรวม 3 ครั้ง คือ ในปี พ.ศ. 2544 มีผู้ป่วย 18 ราย เสียชีวิต 9 ราย ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 มีผู้ป่วย 17 ราย เสียชีวิต 8 ราย และล่าสุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2547 มีผู้ป่วย 42 ราย เสียชีวิต 14 ราย ยังไม่พบสัตว์รังโรคที่แน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงมีตั้งแต่การกินผลไม้ เช่น กล้วย ฝรั่ง ที่ค้างคาวกินทิ้งไว้ ปีนต้นไม้ที่มีค้างคาวมาเกาะ สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ในปี 2548 พบผู้ป่วย 12 ราย เสียชีวิต 11 ราย ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ปัจจัยเสี่ยง คือ การดื่มน้ำจากลูกปาล์ม (date palm sap) นอกจากนั้นยังพบการระบาดในบริเวณชายแดนของอินเดียที่ติดต่อกับบังคลาเทศในปี 2543 ด้วย

แหล่งรังโรค

          ค้างคาวกินผลไม้สำหรับไวรัสเฮนดรา และจากการวินิจฉัยทางซีโรโลยี พบว่าไวรัสนิปาห์ก็ใช้แหล่งรังโรคเดียวกัน สำหรับการก่อโรคในม้าของไวรัสเฮนดรา และในหมูของไวรัสนิปาห์ ทำให้เกิดไข้เฉียบพลัน และการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทอย่างรุนแรง สุนัขสามารถติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ และก่อให้เกิดความผิดปกติทางพฤติกรรม ม้าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้เช่นเดียวกันจากการตรวจทางซีโรโลยี อย่างไรก็ตามความสำคัญทางระบาดวิทยาของการติดเชื้อในสุนัขและในม้ายังไม่พบ ในปัจจุบัน การตรวจสัตว์อื่นๆพบว่า แมวและหนูตะเภาติดเชื้อได้และมีอาการรุนแรงถึงตาย ส่วนหนูบ้าน กระต่าย และค้างคาวนั้น มีความทนทานต่อการติดเชื้อ

วิธีการแพร่โรค

          จากการสัมผัสโดยตรงกับม้า (ไวรัสเฮนดรา) หรือหมู (ไวรัสนิปาห์) หรือผลิตภัณฑ์จากม้าหรือหมูที่ติดเชื้อ สำหรับทางการกินและการหายใจนั้น สงสัยว่าจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ในผู้ป่วยหลายราย นอกจากนั้นในบังคลาเทศก็พบว่า คนติดเชื้อโดยตรงจากการกินผลไม้ที่ปนเปื้อนเชื้อ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานถึงการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

ระยะฟักตัวของโรค

         ประมาณ 4 - 18 วัน บางรายอาจใช้เวลาหลายเดือน

ระยะติดต่อของโรค

         ไม่ทราบแน่ชัด

ความไวและความต้านทานต่อการรับเชื้อ

          ไม่ทราบแน่ชัด พบว่ามีการติดเชื้อซ้ำได้

วิธีการควบคุมโรค

ก. มาตรการป้องกันโรค

 

        ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการที่จะนำมาใช้ และป้องกันสัตว์ไม่ให้สัมผัสกับมูลและฉี่ของค้างคาวกินผลไม้ (รวมทั้งค้างคาวกินแมลงด้วย)

ข. การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม

  1. การรายงานโรค : ต้องรายงานผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดโรคทุกราย
  2. การแยกผู้ป่วย : ไม่พบหลักฐานการติดเชื้อระหว่างบุคคล
  3. การทำลายเชื้อ : ทำลายซากม้าและซากหมูที่ติดเชื้อโดยการเผาทำลาย โดยการควบคุมดูแลของหน่วยงานรัฐ
  4. การกักกัน : ห้ามขนย้ายม้าและหมูออกจากบริเวณที่พบว่ามีการติดเชื้อ
  5. การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส : ยังไม่มีวัคซีนในปัจจุบัน
  6. การสอบสวนผู้สัมผัสและแหล่งโรค : ตรวจหาผู้ป่วยและผู้สัมผัสเพิ่มเติม
  7. การรักษา : ยังไม่มีในปัจจุบัน มีรายงานพบว่า ยาไรบาไวรินอาจจะลดอัตราการตายจากไวรัสนิปาห์ได้

ค. มาตรการเมื่อเกิดการระบาด

  1. ป้องกันผู้ทำงานปศุสัตว์ : สวมชุดป้องกัน รองเท้าบู๊ท หมวก ถุงมือ แว่นตา กระจังบังหน้า ล้างตัวและมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนออกจากฟาร์ม
  2. เผาทำลายซากม้าและหมูที่ติดเชื้อ โดยการควบคุมดูแลของหน่วยงานรัฐ
  3. ห้ามขนย้ายสัตว์ออกจากบริเวณที่มีการระบาดของโรค

ง. ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

ไม่มี

จ. มาตรการควบคุมโรคระหว่างประเทศ

ห้ามการขนส่งสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ออกจากบริเวณที่มีการระบาดของโรค

สถานการณ์การระบาดในประเทศไทย

         ไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย แต่จากการศึกษาของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา และคณะ ในปี พ.ศ. 2546 โดยการสำรวจค้างคาวในบางจังหวัดของประเทศไทย พบว่าค้างคาวร้อยละ 7 มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนิปาห์ และพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสนิปาห์ในเลือด น้ำลาย และปัสสาวะ

ระบาดวิทยาของโรคในประเทศไทย

         ไม่มีข้อมูล

การเก็บตัวอย่างตรวจและการตรวจวินิจฉัยโรคไวรัสเฮนดราและไวรัสนิปาห์ (ในคน) ทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจวินิจฉัยโรคสมองอักเสบจากไวรัสเฮนดราและไวรัสนิปาห์ทางห้อง ปฏิบัติการ ใช้การตรวจด้วยเทคนิคทางอณูชีววิทยาด้วยวิธี Reverse Transcription - Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) โดยการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมของไวรัสในส่วนของ Neucleocapsid (N) และ Matrix (M) gene

  • สิ่งส่งตรวจ

    CSF, Throat swab, Nasal swab และ Urine

  • วิธีการเก็บ

    ตัวอย่างที่ส่งตรวจต้องเก็บด้วยวิธีไร้เชื้อ ติดฉลาก ชื่อ นามสกุล ชนิดของสิ่งส่งตรวจ วันที่เก็บตัวอย่าง ให้ชัดเจน บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท และปิดทับด้วย parafilm เพื่อกันการหกและรั่วซึมของตัวอย่าง บรรจุตัวอย่างในภาชนะเก็บความเย็นที่บรรจุน้ำแข็ง รีบนำส่งห้องปฏิบัติการทันที พร้อมแบบนำส่งตัวอย่างซึ่งได้กรอกประวัติ อาการ และรายละเอียดอื่นๆให้ครบถ้วน ถ้าไม่สามารถนำส่งได้ทันที ให้เก็บไว้ในตู้เย็น (4o ซ) และนำส่งห้องปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด

อัพเดทข้อมูลวันที่: 06/11/2017 - 16:21