การประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (2005) เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ครั้งที่ 2

สรุปประเด็นจากองค์การอนามัยโลก
การประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (2005) เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา
และการสังเกตการเพิ่มขึ้นของอาการความผิดปกติในระบบประสาท และความผิดปกติในทารกแรกเกิด ครั้งที่ 2

8 มีนาคม 2559
เรียบเรียงโดย สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่

           การประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (2005) ครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเกิดกลุ่มก้อนที่ผิดปกติในบางพื้นที่ ของการเกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดในทารก (Microcephaly) และภาวะความผิดปกติในระบบประสาทที่เป็นผลกระทบจากการติดเชื้อไวรัสซิกา ได้มีการจัดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม 2559 เวลา 13.00 น. – 16.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของยุโรปกลาง โดยเป็นการจัดประชุมผ่านระบบ VDO Conference มีผู้อำนวยการคณะกรรมการฉุกเฉินภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (2005) เป็นประธานในการประชุม

          ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการบรรยายสรุปของเลขาธิการคณะกรรมการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุม ในครั้งที่ 1 (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559) และได้มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสังเกต และการศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อไวรัสซิกากับกลุ่มของการเกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดในทารก (Microcephaly) และภาวะความผิดปกติในระบบประสาท (Guillain-Barre Syndrome , GBS) ดังนี้

          ประเทศที่ได้มีการให้ข้อมูล เกี่ยวกับกลุ่มของการเกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดในทารก (Microcephaly), Guillain-Barre Syndrome (GBS) และ ภาวะความผิดปกติอื่นในระบบประสาท ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับที่มีการระบาดของไวรัสซิกา ได้แก่ ประเทศบราซิล คาโบเวิด โคลัมเบีย ฝรั่งเศส และอเมริกา

          คณะกรรมการได้มีการตั้งข้อสังเกตจากการให้ข้อมูลของแต่ละประเทศ และจากการศึกษาของสถาบันต่างๆ ที่ได้รับการรายงานเกี่ยวกับผู้ที่มีอาการ และในข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละราย โดยคณะกรรมการได้แนะนำว่าการเกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดในทารก (Microcephaly)  และกลุ่มของภาวะความผิดปกติในระบบประสาท ยังคงต้องเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ และยังต้องมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาข้อมูลความเชื่อมโยง และหลักฐานที่แสดงว่าภาวะดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสซิกา     โดยคณะกรรมการฯได้ให้คำแนะนำต่อผู้อำนวยการคณะกรรมการฉุกเฉินภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (2005) เพื่อประกอบการพิจารณาการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้

ภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดในทารก, กลุ่มของภาวะความผิดปกติในระบบประสาท และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา

  • ควรทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ป่วยรายใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด ความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆรวมถึงภาวะ GBS กับการติดเชื้อไวรัสซิกา
  • ควรมีการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างในรายละเอียดของสารพันธุกรรมของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันของเชื้อไวรัสซิกา ที่อาจมีผลต่อความแตกต่างทางคลินิก ควรศึกษาพยาธิสภาพของระบบประสาทในผู้ป่วยที่มีภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด การศึกษาเปรียบเทียบผู้ที่ติดเชื้อกับผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสซิกา และควรมีการพัฒนารูปแบบการศึกษาในสัตว์ทดลอง
  • ควรเร่งให้มีการศึกษารูปแบบการดำเนินโรคของการติดเชื้อไวรัสซิกา รวมถึงในรายที่ไม่แสดงอาการ ซึ่งควรศึกษาว่ามีผลกระทบอย่างไรโดยเฉพาะต่อการตั้งครรภ์และระยะเวลาการแพร่เชื้อจากตัวผู้ป่วย
  • ควรมีการศึกษาย้อนหลังและต่อเนื่องไปข้างหน้า เกี่ยวกับอัตราการเกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด และการเกิดความผิดปกติของระบบประสาทอื่นๆ ในประเทศที่พบว่ามีการระบาดของการติดเชื้อไวรัสซิกา ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายงานการเกิดกลุ่มก้อนของผู้ป่วยที่มีภาวะดังกล่าว
  • การศึกษาวิจัยควรศึกษาถึงปัจจัยอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด และการเกิดความผิดปกติของระบบประสาทด้วย
  • ควรจัดให้มีระบบการเฝ้าระวังการเกิดภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด และการเกิดความผิดปกติของระบบประสาท โดยเฉพาะ GBS ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา
  • ควรมีการให้คำจำกัดความและลักษณะอาการทางคลินิกที่เป็นแนวทางเดียวกัน ของกลุ่มอาการติดเชื้อไวรัสซิกาแต่กำเนิด ( congenital Zika infection)
  • ข้อมูลอาการทางคลินิค รายละเอียดทางไวรัสวิทยา และข้อมูลระบาดวิทยา ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติการณ์การเพิ่มขึ้น ของ ภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด และความผิดปกติของระบบประสาท ควรสามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ร่วมกันอย่างรวดเร็วโดยผ่านทางองค์การอนามัยโลก เพื่อที่ประเทศต่างๆจะได้นำข้อมูลไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ วิจัย เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันควบคุมโรคต่อไป

ระบบการเฝ้าระวัง
• ควรส่งเสริมให้มีระบบการเฝ้าระวังเพื่อการแจ้งเตือนการติดเชื้อไวรัสซิโดยใช้คำจำกัดความ นิยามของผู้ป่วย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ในประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อนี้และประเทศกลุ่มเสี่ยง

การควบคุมยุงซึ่งเป็นพาหะนำโรค

  • ควรมีการเฝ้าระวังชนิดของยุงที่เป็นพาหะนำโรคไวรัสซิกาและความไวของยุงต่อยาฆ่าแมลงที่ใช้ในพื้นที่ เพื่อใช้ในการดำเนินมาตรการในการประเมินความเสี่ยง และการกำจัดแมลงนำโรค
  • ควรมีการส่งเสริมมาตรการในการควบคุมยุงที่นำโรค และมาตรการในการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักในการป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการป้องกันการติดต่อของเชื้อไวรัสซิกา
  • ในแต่ละประเทศควรมีการส่งเสริมมาตรการการควบคุมยุงในระยะยาว และควรเน้นย้ำเรื่องนี้ผ่านกลไกของกฏอนามัยระหว่างประเทศเพื่อกำหนดให้แต่ละประเทศมีการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อเนื่อง

การสื่อสารความเสี่ยง

  • ในประเทศที่มีการระบาดควรมีการสื่อสารความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีความตระหนัก และเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการป้องกันควบคุมโรค โดยเฉพาะการกำจัดยุงที่เป็นพาหะนำโรค และการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด
  • มาตรการการสื่อสารความเสี่ยงควรมีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของชุมชน และควรมีการประเมินการรับรู้ของประชาชนเพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงวิธีการให้สอดคล้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้น
  • ต้องมีกระบวนการให้ความรู้ที่จำเป็นแก่หญิงวัยเจริญพันธุ์ และตั้งครรภ์ อย่างจริงจัง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
  • ควรให้ความรู้ข้อมูลในเรื่องความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสซิก้าผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ และให้ความรู้ เพื่อลดความเสี่ยง แก่ประชาชนที่อาศัยและเดินทางระหว่างประเทศพื้นที่เสี่ยง

การรักษา

  • หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสซิกา ควรได้รับการให้คำปรึกษาจากแพทย์ และติดตามอาการของทารกที่จะเกิดมาอย่างใกล้ชิดและเป็นระบบตามแนวทางของแต่ละประเทศที่กำหนดไว้
  • ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ควรมีการเตรียมความพร้อมระบบการให้บริการทางสาธารณสุขในกรณีที่อาจมีการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท และภาวะการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด

มาตรการสำหรับนักท่องเที่ยว / ผู้เดินทาง

  • ในขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัด หรือข้อห้ามในการเดินทาง การค้าขายกับประเทศที่มีรายงานการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกา
  • หญิงตั้งครรภ์ควรงดการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา และหญิงตั้งครรภ์ควรใช้ถุงยางอนามัย เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่อาศัยอยู่หรือเดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือควรงดการมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าจะคลอด
  • นักท่องเที่ยว / ผู้ที่จะเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยง ต้องได้รับคำแนะนำในการป้องกันความเสี่ยงของการติดเชื้อตามวิธีการที่เหมาะสมโดยป้องกันไม่ให้โดนยุงกัด และเมื่อเดินทางกลับประเทศ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อเฝ้าระวังอาการและปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันในกรณีที่อาจจะมีโอกาสแพร่เชื้อได้ รวมถึงโอกาสที่จะแพร่เชื้อทางทางเพศสัมพันธ์ด้วย
  • องค์การอนามัยโลก ควรที่จะมีการปรับปรุงคำแนะนำในการเดินทางเป็นระยะๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของระดับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสซิกา
  • องค์การอนามัยโลกควรกำหนดให้มีระบบการควบคุมและป้องกันยุง รวมถึงแมลงนำโรคต่างๆ ในบริเวณสนามบินโดยใช้กลไกกฏอนามัยระหว่างประเทศ แต่ละประเทศควรมีนโยบายในการควบคุมแมลงนำโรคต่างๆในเครื่องบินเช่นกัน

การวิจัยและการพัฒนา

  • การพัฒนาชุดตรวจทางห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสซิกา เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคถือเป็นประเด็นสำคัญรีบด่วน โดยเฉพาะเพื่อการดูแลรักษาในหญิงตั้งครรภ์
  • ควรมีการการพัฒนาและประเมินมาตรการใหม่ๆ ในการควบคุมยุง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคนี้ อย่างเร่งด่วน
  • ควรมีการพัฒนาการผลิตวัคซีนและยารักษาโรค
  •  
ผู้อำนวยการคณะกรรมการฉุกเฉินภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (2005) เห็นชอบและขอบคุณสำหรับคำแนะนำดังกล่าวและยังคงประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศต่อไป

Download file : การประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (2005) เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ครั้งที่ 2  

 

********************************

 

 

ประเภทข่าว: 
โรคต่างๆ
อัพเดทข้อมูลวันที่: 22/03/2016 - 14:45